ทดสอบก่อนเรียน
๑. ค
๒. ง
๓. ค
๔.ง
๕.ง
๖.ข
๗.ข
๘. ง
๙. ค
๑๐.ก
กิจกรรมที่๑ การเลือกเรื่องในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
คิดสร้างสรรค์เรื่องที่จะเขียนรายงาน
ขณะที่ศึกษา "ลิลิตตะเลงพ่าย" และ "มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร" แล้วท่านว่าเรื่องใดที่น่าสนใจ อยากค้นคว้า อยากศึกษาให้ลกซึ้ง เพื่อให้รู้จริง ตอบเฉพาะชื่อเรื่องในเวลา ๓ นาที
ตอบ ๑.วรรณคดีประวัติศาสตร์
๒.วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติ
๓.คุณค่าทางวรรณศิลป์เรื่องลิลิตตะเลงพ่าย
๔.ความเชื่อที่ปรากฎในตำราพิชัยสงคราม
๕.ตำราพิชัยสงครามการตั้งค่าย
๖.การนับเวลาในลิลิตตะเลงพ่าย
กิจกรรมที่๒ การกำหนดทิศทางและขอบเขตคิดสร้างสรรค์เรื่องที่จะเขียนรายงานให้ท่านเลือกหัวข้อในกิจกรรมที่๑ เพียงเรื่องเดียว แล้วฝึกเขียนจุดมุ่งหมาย พร้อมกำหนดขอบเขตของการศึกษา
ตอบ เรื่อง ตำราพิชัยสงครามการตั้งค่าย
จุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการตั้งค่ายในการออกรบในสมัยก่อนในเรื่อลิลิตตะเลงพ่าย
ขอบเขตการศึกษา จากหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องลิลิตตะเลงพ่าว
กิจกรรมที่ ๓ กำหนดรูปแบบวิธีการและระบุแหล่งข้อมูล
คำสั่ง จงอ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วบันทึกโดยนำความรู้ที่ศึกษามาใช้ กำหนดรูปแบบวิธีการเอง และอย่าลืมระบุแหล่งข้อมูลด้วย
ตอบ การที่ กทม.รื้อโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยทิ้ง ก็เพื่อใช้เนื้อที่ตรงนั้นสร้างพลับพลารับแขกบ้านเมืองราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้เนื้อที่อีกส่วนหนึ่งสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว การรื้อโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทยที่หัวมุมผ่านฟ้าตรงข้ามกับป้อมมหากาฬทิ้งนั้นทำให้ปูชนียสถานสำคัญคู่กรุงรัตนโกสินทร์แห่งหนึ่ง เปิดเผยต่อสายตาของผู้สัญจรไปมา บนถนนราชดำเนินกลาง คือ โลหประสาท
สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระนิพนธ์ กล่าวถึงโลหประสาท ไว้ว่า “โลหประสาทนี้สมเด็จพระนั่งเกบ้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้สร้างขึ้นเมี่อราวปีพุทธศักราช 2398 เหตุที่โปรดฯให้สร้างขึ้นนั้นเห็นจะเป็นเมื่อโปรดฯสร้าง วัดราชนัดดาราม พระราชทาน พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้า โสมนัสวัฒนาวดี โลหประสาทที่สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯให้สร้างขึ้นนั้น ทรงสร้างตามแบบของลังกา ที่มาสร้างขึ้นในประเทศไทยนี้คิดแบบทรงสัณฐานตามความพอใจของคนไทย” โลหประสาทเป็นวัดราชนัดดาราม เป็นโลหประสาทที่เหลือแห่งเดียวในโลกเท่านั้น
แหล่งข้อมูล : สกุลไทย ปีที่ ๔๐ ฉบับที่ ๒๐๕๓ (อังคารที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗) : หน้า ๖๑
กิจกรรมที่ ๔ การวางโครงเรื่อง
๑. ค
๒. ข
๓. ข
๔. ก
๕. ก
กิจกรรมที่ ๕
๑.ง
๒.ง
๓.ข
๔.ค
๕.ข
กิจกรรมที่ ๖ การเขียนบรรณานุกรม
คำสั่ง : จงพิจารณารายละเอียดต่อไปนี้แล้ว ทำกิจกรรมต่อไปนี้
๑. การจัดเรียงรายละเอียดในแต่ละกลุ่มไม่ถูกต้อง
ตอบ ๑, ๒ , ๓, ๔
๒. จงเรียงลำดับบรรณานุกรมแต่ละเล่มให้ถูกต้องโดยนำเสนอเฉพาะหมายเลข
๑. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง , ร้อยกรอง สิทธา พินิจภูวดล , ประ
ทัป วาทิตทินทร นครหลวงกรุงเทพธนบุรี : ๒๕๑๖
๒. "นิทานนานาชาติ" (๒๔ สิงหาคม ๒๕๒๓) บรรจบ พันธุเมธา สตรีสาร ๓๓
๓. คู่มือเลี้ยงทารก กรุงเทพมหานคร : ๒๕๑๑ สมศิริ(นามแฝง) แพร่พิทยา
๔. คู่มือเลี้ยงทารก กรุงเทพมหานคร : ๒๕๑๑ สมศิริ(นามแฝง) แพร่พิทยา
๕. คึกฤทธิ์ ปราโมช , ม.ร.ว. "ซอยสวนพลู" ๗ (๒๗ กันยายน ๒๕๒๓) : สยามรัฐ
ตอบ ๕ , ๒, ๔, ๓ , ๑
แบบทดสอบหลังเรียน
๑.ก
๒.ค
๓.ข
๔.ก
๕.ง
๖.ข
๗.ข
๘.ค
๙.ง
mintmongkon
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
Physics in our life.....
ความร้อนของเตาไมโครเวฟกับคลื่นเเม่หล็กไฟ้า
เตาไมโครเวฟอาศัยพลังงานจากคลื่นไมโครเวฟในการอุ่นอาหาร โดยการเปลี่ยนเป็นพลังงานภายในของอาหารในโมเลกุลของน้ำ (H2O) ไฮโดรเจน (H2) มี (O) มีประจุไฟฟ้าลบ เมื่อไมโครเวฟผ่านเข้าไปในอาหาร สนามไฟฟ้าของคลื่นไมโครเวฟจะเกิดแรงกระทำต่อโมเลกุลของน้ำ ทำให้ประจุบวกและลบของน้ำเกิดการสั่นไปมาอย่างรุนแรง ดังแสดงในรูป การสั่นสะเทือนนี้ทำให้เกิดความร้อน จึงทำให้อาหารร้อนขึ้น
ความถี่คลื่นไมโครเวฟที่ใช้จะมีค่าประมาณ 2,450 MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำให้โมเลกุลทำให้โมเลกุลของน้ำสั่นสะเทือน
ภาชนะกระเบื้องไม่มีโมเลกุลของน้ำอยู่ภายใน และไม่มีส่วนที่เป็นประจุไฟฟ้าบวกและลบ ดังนั้นเมื่ออยู่ในสนามไฟฟ้าในเตาไมโครเวฟจะไม่มีการสั่นสะเทือนของโมเลกุล จึงไม่เกิดความร้อนขึ้น ในทางกลับกันภาชนะที่ทำจากโลหะจะมีอิเล็กตรอนอิสระอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก อิเล็กตรอนอิสระเหล่านี้จะเคลื่อนที่ได้ง่ายภายใต้สนามไฟฟ้าของคลื่นไมโครเวฟ จึงดูดรับพลังงานจากคลื่นไมโครเวฟได้ดี ทำให้เกิดความร้อน ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ภาชนะโลหะบรรจุอาหารใส่ในเตาไมโครเวฟ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่ไม่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เกิดจากการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic disturbance) โดยการทำให้สนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อสนามไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก หรือถ้าสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลงก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวาง ประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่มีการสั่นในแนวตั้งฉากกัน และอยู่บนระนาบตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่โดยไม่อาศัยตัวกลาง จึงสามารถเคลื่อนที่ในสุญญากาศได้
เเหล่งอ้างอิง:
http://203.158.100.100/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/101-128/indexcontent103.htm
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2
http://www.vcharkarn.com/varticle/38375
วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554
physics in our life.....
เหตุใดเวลาเปิดขวดเบียร์ ที่แช่เย็นจัดจึงมีฟองออกมา
ในเบียร์มีคาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่ และที่ว่าง บนผิวเบียร์เต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ แรงดันของคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงกว่าแรงดันของอากาศภายนอก
เมื่อเปิดฝาขวดออก คาร์บอนไดออกไซด์ในขวดจะขยายตัวออกมานอกขวดอย่างฉับพลัน ทำให้พลังงานภายในลดลงทันที มีผลทำให้อุณหภูมิลดลงด้วย และทำให้มีไอน้ำระเหยออกมาพร้อมกับจับตัวแข็งกลายเป็นไอสีขาว
http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/41-60/indexcontent47.htm
พลังงานภายในของระบบ
ทฤษฎีพลังงานความร้อน(MS word )
ระบบประกอบด้วยสิ่งต่างๆ
ที่อยู่ในขอบเขตที่ต้องการศึกษา เช่น
ระบบโมเลกุลของแก๊สจะประกอบด้วยโมเลกุลของแก๊สทุกตัวในภาชนะ พลังงานภายในของระบบคือ
พลังงานทั้งหมดของโมเลกุลของแก๊สในระบบ สำหรับแก๊สอุดมคติไม่มีแรงใดๆ
กระทำต่อโมลกุลของแก๊ส
ดังนั้นพลังงานทั้งหมดของโมเลกุลจึงเป็นพลังงานจลน์แต่เพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ผลรวมของพลังงานจลน์ทั้งหมดของโมเลกุลก็คือพลังงานภายในของแก๊ส ดังนั้น
ที่อยู่ในขอบเขตที่ต้องการศึกษา เช่น
ระบบโมเลกุลของแก๊สจะประกอบด้วยโมเลกุลของแก๊สทุกตัวในภาชนะ พลังงานภายในของระบบคือ
พลังงานทั้งหมดของโมเลกุลของแก๊สในระบบ สำหรับแก๊สอุดมคติไม่มีแรงใดๆ
กระทำต่อโมลกุลของแก๊ส
ดังนั้นพลังงานทั้งหมดของโมเลกุลจึงเป็นพลังงานจลน์แต่เพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ผลรวมของพลังงานจลน์ทั้งหมดของโมเลกุลก็คือพลังงานภายในของแก๊ส ดังนั้น
เทอร์โมไดนามิกส์หรืออุณหพลศาสตร์
(Thermo Dynamics)
(Thermo Dynamics)
คือการศึกษาที่เกี่ยวกับการถ่ายโอนพลังงานความร้อนและงานที่ระบบกระทำหรือถูกกระทำโดยสิ่งแวดล้อม
กฎข้อที่ศูนย์ของเทอร์โมไดนามิกส์
ถ้าวัตถุ A และวัตถุ B อยู่ในสมดุลทางความร้อน
และวัตถุ A กับวัตถุ C อยู่ในสมดุลทางความร้อนแล้ว วัตถุ B กับวัตถุ C ก็จะอยู่ในสภาวะสมดุลทางความร้อนด้วย
กล่าวคือ มีอุณหภูมิเท่ากัน
และวัตถุ A กับวัตถุ C อยู่ในสมดุลทางความร้อนแล้ว วัตถุ B กับวัตถุ C ก็จะอยู่ในสภาวะสมดุลทางความร้อนด้วย
กล่าวคือ มีอุณหภูมิเท่ากัน
กฎข้อที่หนึ่งของเทอร์โมไดนามิกส์
(กฎอนุรักษ์พลังงาน)
(กฎอนุรักษ์พลังงาน)
ความร้อนที่ระบบได้รับเท่ากับพลังงานภายในของระบบที่เพิ่มขึ้นบวกกับงานที่ระบบได้รับจากสิ่ง
แวดล้อม
แหล่งอ้างอิง:
http://www.sa.ac.th/winyoo/thermo_gas/Thermal/Thermo/cycle/internal_energy.htm http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/41-60/indexcontent47.htmวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
นิยามคำว่า เพื่อน
เพื่อนคือ...ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ยิ่งกว่าแฟนก้อว่าได้ ไม่ตามใจมัน ก็ไม่ด่า
แต่ถ้ามันไม่ตามใจ เราก็ด่าได้ โดยที่มันและเราไม่โกรธกัน
เพื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้ โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป
เพื่อนคือที่พึ่ง ยามเป็นทุกข์
เพื่อนคือที่ปรึกษา ตั้งแต่เรียน ทำงาน จนจะแต่งงานก็ยังต้องปรึกษามัน
เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน
เพื่อนคอยโกหกพ่อแม่เวลาไปเที่ยวแต่บอกว่าไปทำงาน
เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับมัน ทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับมันหรอก
และเพื่อนก็คือ คนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน
"เพื่อน" คือ ทุกอย่าง มีผู้ที่เคยคบกันถามว่าจะให้เลือก หนึ่งเดียว ระหว่างเค้าซึ่งคบกันมา 1 ปี กับเพื่อนซึ่งคบมาประมาณ 15 ปี ว่าคุณจะเลือกใคร ตอบแบบได้แบบไม่ต้องคิดเลยว่า "เพื่อน" ซึ่งเค้าก็บอกว่าตอบผิดตอบใหม่ได้นะ
เราก็บอก ว่าตอบถูกแล้ว เพราะเค้าเห็นว่าเรารักเพื่อนมากกว่า แต่ไม่ใช่ ถ้าเราจะต้องเอาคนเข้ามา ในชีวิตอีก 1 คน ซึ่งก็ยังไม่รู้อะไรกันมาก กับเสียคนที่เรารู้จกกันมาเป็น 10 ปี เราว่าทุกคน ก็ต้องมีคำตอบเหมือนกับเรา เพราะทั้งสำหรับคนทั้งสองกลุ่ม เราไม่สามารถเอาแต่ละคน มาบวกและลบกันเพื่อให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่งที่มีค่ามากกว่า และสิ่งที่เราเลือก สิ่งนั้นก็คือ ''เพื่อน''
"some time happy… some time sad… but all time friend "
บทส่งท้าย ถ้าเราสนุก ไปเที่ยวโดยไม่มีเพื่อน แล้วเล่า ให้มันฟัง มันก็ไม่ว่าอะไร....แล้วถ้าเราเที่ยวแล้วเกิดปัญหา เราตามตัวมันมามันเคยพูด
ไหมว่า "กูไม่สนมึงเที่ยวแล้วไม่ชวนกู มึงแก้ไขเองแล้วกัน" คำพูดอย่างนี่ จะไม่มีจากปาก เพื่อน จะมีแต่คำว่า " มึงอยู่ตรงไหน มึงเป็นอะไรว่ะ"
แล้วก็ลงท้ายว่า "เออตกลงกูจะรีบไป..."
แต่ถ้ามันไม่ตามใจ เราก็ด่าได้ โดยที่มันและเราไม่โกรธกัน
เพื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้ โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป
เพื่อนคือที่พึ่ง ยามเป็นทุกข์
เพื่อนคือที่ปรึกษา ตั้งแต่เรียน ทำงาน จนจะแต่งงานก็ยังต้องปรึกษามัน
เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน
เพื่อนคอยโกหกพ่อแม่เวลาไปเที่ยวแต่บอกว่าไปทำงาน
เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับมัน ทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับมันหรอก
และเพื่อนก็คือ คนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน
"เพื่อน" คือ ทุกอย่าง มีผู้ที่เคยคบกันถามว่าจะให้เลือก หนึ่งเดียว ระหว่างเค้าซึ่งคบกันมา 1 ปี กับเพื่อนซึ่งคบมาประมาณ 15 ปี ว่าคุณจะเลือกใคร ตอบแบบได้แบบไม่ต้องคิดเลยว่า "เพื่อน" ซึ่งเค้าก็บอกว่าตอบผิดตอบใหม่ได้นะ
เราก็บอก ว่าตอบถูกแล้ว เพราะเค้าเห็นว่าเรารักเพื่อนมากกว่า แต่ไม่ใช่ ถ้าเราจะต้องเอาคนเข้ามา ในชีวิตอีก 1 คน ซึ่งก็ยังไม่รู้อะไรกันมาก กับเสียคนที่เรารู้จกกันมาเป็น 10 ปี เราว่าทุกคน ก็ต้องมีคำตอบเหมือนกับเรา เพราะทั้งสำหรับคนทั้งสองกลุ่ม เราไม่สามารถเอาแต่ละคน มาบวกและลบกันเพื่อให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่งที่มีค่ามากกว่า และสิ่งที่เราเลือก สิ่งนั้นก็คือ ''เพื่อน''
"some time happy… some time sad… but all time friend "
บทส่งท้าย ถ้าเราสนุก ไปเที่ยวโดยไม่มีเพื่อน แล้วเล่า ให้มันฟัง มันก็ไม่ว่าอะไร....แล้วถ้าเราเที่ยวแล้วเกิดปัญหา เราตามตัวมันมามันเคยพูด
ไหมว่า "กูไม่สนมึงเที่ยวแล้วไม่ชวนกู มึงแก้ไขเองแล้วกัน" คำพูดอย่างนี่ จะไม่มีจากปาก เพื่อน จะมีแต่คำว่า " มึงอยู่ตรงไหน มึงเป็นอะไรว่ะ"
แล้วก็ลงท้ายว่า "เออตกลงกูจะรีบไป..."
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


