วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Physics in our life.....

ความร้อนของเตาไมโครเวฟกับคลื่นเเม่หล็กไฟ้า
             เตาไมโครเวฟอาศัยพลังงานจากคลื่นไมโครเวฟในการอุ่นอาหาร  โดยการเปลี่ยนเป็นพลังงานภายในของอาหาร
            ในโมเลกุลของน้ำ (H2O) ไฮโดรเจน (H2) มี (O) มีประจุไฟฟ้าลบ  เมื่อไมโครเวฟผ่านเข้าไปในอาหาร  สนามไฟฟ้าของคลื่นไมโครเวฟจะเกิดแรงกระทำต่อโมเลกุลของน้ำ  ทำให้ประจุบวกและลบของน้ำเกิดการสั่นไปมาอย่างรุนแรง  ดังแสดงในรูป  การสั่นสะเทือนนี้ทำให้เกิดความร้อน  จึงทำให้อาหารร้อนขึ้น

            ความถี่คลื่นไมโครเวฟที่ใช้จะมีค่าประมาณ 2,450 MHz ซึ่งเป็นความถี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำให้โมเลกุลทำให้โมเลกุลของน้ำสั่นสะเทือน
            ภาชนะกระเบื้องไม่มีโมเลกุลของน้ำอยู่ภายใน  และไม่มีส่วนที่เป็นประจุไฟฟ้าบวกและลบ  ดังนั้นเมื่ออยู่ในสนามไฟฟ้าในเตาไมโครเวฟจะไม่มีการสั่นสะเทือนของโมเลกุล  จึงไม่เกิดความร้อนขึ้น  ในทางกลับกันภาชนะที่ทำจากโลหะจะมีอิเล็กตรอนอิสระอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก  อิเล็กตรอนอิสระเหล่านี้จะเคลื่อนที่ได้ง่ายภายใต้สนามไฟฟ้าของคลื่นไมโครเวฟ  จึงดูดรับพลังงานจากคลื่นไมโครเวฟได้ดี  ทำให้เกิดความร้อน  ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ภาชนะโลหะบรรจุอาหารใส่ในเตาไมโครเวฟ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 
        คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่ไม่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ
        คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เกิดจากการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic disturbance) โดยการทำให้สนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อสนามไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก หรือถ้าสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลงก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้า
       คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวาง ประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่มีการสั่นในแนวตั้งฉากกัน และอยู่บนระนาบตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่โดยไม่อาศัยตัวกลาง จึงสามารถเคลื่อนที่ในสุญญากาศได้


เเหล่งอ้างอิง:
http://203.158.100.100/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/101-128/indexcontent103.htm
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2
http://www.vcharkarn.com/varticle/38375

1 ความคิดเห็น: